News: ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์จีเอ็มซิตี้โฉมใหม่
ทางเว็บไซต์ของเราได้จัดมาตรฐานใหม่ขึ้นมาเพื่อความเป็นเว็บไซต์ที่มีมาตรฐานสูงสุดทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมของมนุษย์ เราจึงได้มีนโยบายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในโลกไซเบอร์  ซึ่งที่เว็บไซต์ของเราจะไม่มีการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลใดหรือสถาบันใดในทางเสื่อมเสีย เช่น ชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์ หรือบุคคลใดๆ ที่นี่เราให้การคุ้มครองผู้ใช้ระบบทุกท่านเสมอภาคกัน เราจึงมีสิทธิ์ในการลบข้อมูลที่ไม่เหมาะสมออกจากระบบของเราโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน ^_^
 
Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: พลังอำนาจของชาติ - ขีดความสามารถในยุคสารสนเทศ  (Read 1277 times)
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6929



View Profile
« on: July 12, 2009, 12:27:40 PM »

พลังอำนาจของชาติ - ขีดความสามารถในยุคสารสนเทศ       
โดย ทอทหาร

คำว่าพลังอำนาจของชาตินั้น หรือ National Power เริ่มมีการใช้ในทางยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ ตอนปลายศตวรรษที่ 15 โดย นักปรัชญา และ นักการทหาร ชาวอิตาลีชื่อ Niccolo Machiavelli (1469-1527) โดย Machiavelli ได้เสนอแนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจของรัฐ ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนามาเป็น องค์ประกอบของพลังอำนาจของชาติ 

                ตามแนวคิดของ Machiavelli นั้นองค์ประกอบที่ทำให้รัฐ หรือประเทศมีพลังอำนาจ จะประกอบไปด้วย องค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ การเมือง สังคม และการทหาร จากองค์ประกอบทั้ง 3 ประการนี้ จะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า รัฐ หรือประเทศใด จะมีพลังอำนาจมากเพียงใดที่จะนำมาซึ่งความได้เปรียบต่อรัฐ หรือประเทศอื่น ๆ ต่อมาแนวความคิดในเรื่องของพลังอำนาจของชาติ ได้ถูกพัฒนาเพิ่มเติม โดย นักการทหาร ชาวปรัสเซีย ชื่อ Carl von Clausewitz (1780 - 1831) ผู้ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็นซุนวูแห่งตะวันตก


                แนวความคิดและทฤษฏีของ Clausewitz เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และเป็นรากฐานในทฤษฏีการทำสงครามในปัจจุบันอีกด้วย Clausewitz ได้เพิ่มเติมองค์ประกอบของพลังอำนาจของชาติ คือ เศรษฐกิจ แนวความคิดของ Clausewitz ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวความคิดทางด้านการสงครามจาก Napoleon Bonaparte ผู้ที่ได้ชื่อว่าเกรียงไกรในการทำสงครามช่วง ศตวรรษที่ 18 - 19 Clausewitz เองก็ได้ทำการรบกับ Napoleon หลายครั้ง Clausewitz ได้สังเกตุการระดมทรัพยากรของชาติเข้าทำสงครามอย่างมีประสิทธิภาพของ Napoleon ที่ส่งผลให้ Napoleon ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในศตวรรษที่ 19

            ยุทธศาสตร์ชาตินั้นได้ใช้ พลังอำนาจของชาติในฐานะเครื่องที่จะนำยุทธศาสตร์ชาติ ไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของชาติ และรักษาผลประโยชน์ของชาติในที่สุด สำหรับลักษณะขององค์ประกอบของพลังอำนาจของชาติ ในยุคสารสนเทศมีดังต่อไปนี้

            1. การเมือง: ปัจจัยในการพิจารณาในเรื่องพลังอำนาจของชาติทางด้านการเมืองนั้น จะเป็นในเรื่องของการดำเนินนโยบายทางการเมืองของผู้บริหารประเทศว่ามีทิศทางอย่างไร ดำเนินการต่อปัญหาภายในอย่างไร นโบายต่างประเทศ การฑูต จะมีทิศทางอย่างไร โดยทั้งหมดนี้ ต้องขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่เสถียรภาพที่มั่นคงแล้ว ย่อมจะส่งผลให้พลังอำนาจของชาติทางด้านการเมือง มีความอ่อนแอตามไปด้วยเพราะว่ารัฐจะขาดทิศทางที่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิสัยทัศน์ นโยบายระสั้น ระยกลาง และ ระยะยาว ต่างมีความสำคัญอย่างมาก ที่จะส่งผลให้พลังอำนาจของชาติทางด้าน การเมืองมีความเข้มแข็ง


            2. เศรษฐกิจ: สำหรับพลังอำนาจของชาติทางด้านเศรษฐกิจ นั้นถือว่ามีความสำคัญต่อพลังอำนาจของชาติ เพราะความเป็นอยู่ของคนในชาติ ถ้ามีความมั่งคั่ง แล้วจะสามามารถเปลี่ยนความมั่งคั่งเหล่านี้กลายไปเป็นกำลังอำนาจ และมีอิทธิพลต่าง ๆ ต่อประเทศอื่นได้ เช่น อาจจะมีเงินเพื่อใช้ในการจัดการทางด้านการทหาร (อาวุธยุทโธปกรณ์) หรือ อาจจะใช้การดำเนินการทางเศรษฐกิจอย่างเดียว เพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบต่อประเทศอื่นด้วยการแทรกแซงเศรษฐกิจประเทศอื่น อย่างในกรณีที่ประเทศเราประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

            3. สังคมจิตวิทยา: เรื่องของสังคมจิตวิทยาของคนในชาติมีผลต่อพลังอำนาจของชาติ และเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ชาติมีทิศทางไปตาม ค่านิยมและความคิดของคนในชาติ เช่น แนวความคิดในการสร้างอณาจักรไรซ์ที่ 3 ของ ฮิตเลอร์ที่ใช้นำพรรคนาซีขึ้นปกครองประเทศ และ ทำให้คนในชาติ เดินตามความคิด ความเชื่อที่ได้สร้างขึ้น หรือจะแนวความคิดทำนองเดียวกันของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หรือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในประเทศเราก็คือ อิทธิพลจากภาพยนต์เรื่อง บางระจัน และ สุริโยทัย ที่ส่งผลให้จิตใจของคนในชาติมีจิตใจรุกรบ และ รักประเทศชาติของตนมากขึ้น เรื่องเหล่านี้ ถือเป็นพลังอำนาจของชาติที่สามารถผลักดันชาติไปในทิศทางที่ตามที่คนในชาติเชื่อมั่นและยึดถือได้


            4. การทหาร: ในเรื่องของการทหาร นั้นเป็นเรื่องที่ผลต่อพลังอำนาจของชาติมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่า ถ้าประเทศใดมีกำลังทหารที่แข็งแรงแล้วก็จะมีอำนาจต่อรอง และสร้างอิทธิพลต่อประเทศที่มีกำลังทหารอ่อนแอกว่าได้ และบางครั้ง ก็จะใช้ความเหนือกว่าทางการทหารเข้ารุกรานประเทศอื่น ๆ เช่น การใช้กำลังทหารที่มีอาวุธที่ทันสมัยเป็นเครื่องต่อรอง และล่าอณานิคม ของประเทศในยุโรป ใน 2-3 ศตวรรษก่อนหน้านี้


            5. วิทยาศาตร์-เทคโนโลยี: เรื่องของวิทยาศาตร์ และเทคโนโลยี ในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นองค์ประกอบของพลังอำนาจของชาติ ที่ส่งผลต่อโดยตรงต่อพลังอำนาจของชาติ การที่ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาตร์ - เทคโนโลยี ที่ดี สามารถดำเนินการในด้านวิทยาการขั้นสูงต่าง ๆ ได้ ก็ย่อมที่จะมีพลังอำนาจของชาติที่แข็งแกร่งตามไปด้วย เราสามารถเห็นภาพชัดได้จาก ขีดความสามารถในพัฒนาอาวุธต่าง ที่มีประสิทธิภาพของกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้ง 2 อย่างเช่น รถถัง Panzer จรวด V-2 เครื่องบิน JET ของกองทัพเยอรมัน หรือ จะเป็นการคิดค้นทางนิวเคลียร์-ชีวเคมี และ การพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศ ของรัสเซีย และ สหรัฐ ฯ สิ่งเหล่านี้ล้วน แต่ส่งผลให้พลังอำนาจของชาติมีความแข็งแกร่งมากขึ้น


            6. ภูมิศาตร์ : ภูมิศาสตร์มีความสำคัญต่อพลังอำนาจเป็นอย่างยิ่ง เช่น ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลอาจจะเสียเปรียบต่อประเทศที่ทางออกสู่ทะเล เพราะเส้นทางการคมนาคม และ เส้นทางการขนส่งทางทะเล ก็จะมีความสำคัญยิ่งต่อการทำการค้า หรือ ประเทศที่มีแต่ภูเขาจะเสียเปรียบต่อประเทศที่มีพื้นที่ราบ เพราะประเทศที่มีพื้นที่ราบจะสามารถทำการเกษตรกรรมได้ดีกว่า สำหรับภูมิศาตร์ นั้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันได้ทำการศึกษาทางด้าน ภูมิรัฐศาตร์ (Geopolitical) กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งแนวความคิดนี้นักภูมิศาตร์การเมือง ชาวสวีเดน ชื่อ Rudolf Kjellen เป็นผู้นำเสนอ แต่ปัจจุบันไม่ได้รับนิยมในศึกษาเท่าไหร่ แต่ลักษณะทางกายภาพชองภูมิศาตร์ของรัฐ หรือประเทศ ยังคงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพลังอำนาจของชาติ อยู่เสมอ


            7. ประชากร : ประชากรของรัฐ หรือประเทศมีผลต่อพลังอำนาจของชาติ ไม่ว่าจะเป็นจำนวน หรือ คุณภาพ เพราะประชากร นั้นเปรียบเสมือนองค์ประกอบของรัฐ หรือประเทศ มีการพัฒนา หรือตกต่ำ สำหรับตัวอย่างของประชากรที่ผลต่อพลังอำนาจของชาติก็มีดังต่อไปนี้ ประเทศมีอณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล แต่มีจำนวนประชากรน้อย อาจจะทำให้ไม่สามารถรักษาอณาเขตทั้งหมดไว้ได้ ถ้าถูกรุกราน หรือประเทศที่เล็ก ๆ อย่างอิสราเอล ที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่าประเทศกลุ่มประเทศอาหรับ หลายเท่า แต่สามารถดำรงอยู่รอดจากการรุกรานจากกลุ่มประเทศอาหรับได้หลายครั้งหลายครา เพราะว่ามีระบบกำลังสำรองที่ดี พลเมืองทุกคนสามารถทำการรบอย่างทหารประจำการได้เมื่อถึงคราวจำเป็น


            8. ทรัพยากรธรรมชาติ : ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ของชาตินั้น ๆ ถือเป็นพลังอำนาจของชาติด้านหนึ่งที่มีอำนาจต่อรองกับประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมัน จะสามารถต่อรอง และกำหนดราคา น้ำมัน ที่จะขายให้กับประเทศที่ต้องการซื้อ หรือประเทศหรือประเทศที่มีสินแร่มากย่อมจะได้เปรียบต่อประเทศที่มีมีอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แร่เหล่านั้น

            9. สารสนเทศ : สารสนเทศถูกกำหนดเพิ่มเติมให้เป็นองค์ประกอบของพลังอำนาจของชาติ ที่สำคัญในทศวรรษนี้ ความสำคัญของสารสนเทศนั้น จะเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้ รัฐหรือประเทศนั้นมีความได้เปรียบในการตกลงใจต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่จะช่วยส่งเสริมและเป็นเครื่องมือให้ประชากรของรัฐนั้น ๆ รับทราบข้อมูลต่าง ๆ อันจะส่งผลให้ การดำเนินการทุกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างความเหนือกว่าทางสารสนเทศนั้นจะส่งผลให้รัฐ หรือ ประเทศมีความได้เปรียบรัฐ หรือประเทศอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้สื่อมวลชนโจมตี ซัดดัม ฮุดเซน จนกลาย เป็นผู้ร้ายระดับโลก ของสหรัฐ ฯ ที่ส่งผลให้ สหรัฐ ฯมีความได้เปรียบในการปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ต่อกองกำลังของอิรัก เพราะภาพลักษณ์ที่ออกมาคือสหรัฐ ฯ ทำเพื่อสันติภาพของโลก เพราะเข้าไปปราบผู้ร้ายอย่าง ซัดดัม ฯ


                สำหรับประเทศไทยนั้น  พลังอำนาจของชาติ ในด้านต่าง จะต้องถูกพัฒนาไปในระดับที่เท่าเทียมกัน หรือพูดง่าย ๆ คือต้องสมดุลย์กันทุกด้าน และ มีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน ถ้าเรามุ่งพัฒนาด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะเราคงจะไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติของเราไว้ได้ ตัวอย่างของประเทศที่มุ่งพัฒนาพลังอำนาจทางด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะนั้นก็จะส่งผลให้ประเทศเหล่านั้น ไม่มีขีดความสามารถที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศตนไว้ได้ และ ย่อมจะส่งผลกระทบกลับมายังประชากรของรัฐนั้นในที่สุด เช่น ประเทศคูเวตที่มีพลังอำนาจทางด้านเศรษฐกิจที่แข็งแรง แต่ไม่ได้มีพลังอำนาจของชาติทางด้านการทหารที่แข็งแรง ถูกอิรักทำการยึดครอง ได้อย่างง่ายดาย หรือ อิรักที่นำประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม กับอิหร่าน เป็นระยะเวลา 8 ปี งบประมาณต่าง ๆ ถูกทุ่มให้กับกิจการทหาร ในที่สุดประเทศต้องประสบปัญหาในเรื่องของงบประมาณ และ เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องบุกคูเวต เป็นต้น

            ณ วันนี้ถึงแม้เราอาจจะเคยบอบช้ำมาจากการปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมามากพอสมควรในอดีต แต่ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพพอที่จะเดินต่อไปข้างหน้าได้ การกำหนดทิศทางของผู้บริหารประเทศมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการที่จะนำพาประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างตลอดรอดฝั่ง การรักษาสมดุลย์ของพลังอำนาจของชาติทางด้านต่าง ๆ นั้นมีความสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ความสามัคคีของคนในชาติเองมีส่วนที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีทิศทาง วันนี้เราต้องการการร่วมมือของคนทุกอาชีพทุกระดับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ประชาชน ภาคเอกชน เราคงต้องร่วมด้วยช่วยกันนะครับ...............


http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=26&Itemid=75
Logged
Pages: [1]   Go Up
  Print  
 
Jump to: