Username Always stay logged in
Password:
Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: นิกายต่างๆของคริสต์ศาสนา  (Read 2885 times)
February 14, 2010, 09:31:40 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« on: February 14, 2010, 09:31:40 PM »

นิกายต่างๆของคริสต์ศาสนา       
Tuesday, 23 December 2008 16:46 

นิกายของคริสต์ศาสนา (ภาษาอังกฤษ: Christian denomination) คือการแบ่งสาขาของคริสต์ศาสนาตามแนวปรัชญาและหลักการปฏิบัติ ในแต่ละกลุ่มก็แบ่งย่อยเป็นลัทธิ รายการข้างล่างนี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic Church; Roman Catholic religious order)
ลัทธิเบ็นนาดิคติน (Benedictine)
ลัทธิฟรานซิสกัน (Franciscan)
ลัทธิออกัสติเนียน (Augustinians)
ลัทธิโดมินิกัน (Dominican Order)
ลัทธิคาร์เมไลท์ (Carmelites)
ลัทธิคาร์ธูเซียน (Carthusian)
ลัทธิซิสเตอร์เชียน (Cistercian Order)
ลัทธิเยซูอิด (Jesuits หรือ Society of Jesus)
ลัทธิเซนต์จอห์นแห่งเยรุซาเล็ม (Knights Hospitaller หรือ Order of St. John of Jerusalem และอื่นๆ)
นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ (Eastern Orthodox Church)
นิกายรัสเซียออร์โธด็อกซ์ (Russian Orthodox Church)
นิกายกรีกออร์โธด็อกซ์ (Greek Orthodox Church)
นิกายโอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์ (Greek Orthodox Church)
นิกายคอปติกออร์โธด็อกซ์ (Coptic Orthodox Church)
นิกายอังกลิคัน (Anglican) หรือ the English Church
นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England)
นิกายเชิร์ชออฟไอร์แลนด์ (Church of Ireland)
นิกายเชิร์ชออฟสกอตแลนด์ (Church of Scotland)
นิกายโปรเตสแตนต์ (Protestant) นิกายย่อยที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้แก่
นิกายแอนาแบ็พทิสต์ (Anabaptist)
นิกายแบ็พทิสต์ (Baptist)
นิกายเมธอดิสต์ (Methodist)
นิกายเพรสไบทีเรียน (Presbyterian)
นิกายรีฟอร์ม (Reformed churches)
นิกายยูนิทาเรียน (Unitarian)
นิกายทรูจีซัส (True Jesus Church)

http://www.gracezone.org/index.php/christian-history/95-2008-12-23-09-48-59
Logged
February 14, 2010, 09:48:19 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #1 on: February 14, 2010, 09:48:19 PM »

โรมันคาทอลิก
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic) เป็นนิกายเก่าแก่ที่สุดในศาสนาคริสต์ ประมุขสูงสุดคือ พระสันตะปาปา มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ สำนักวาติกัน ใช้ภาษาละตินเป็นภาษาทางศาสนา ในประเทศไทย อาจเรียกคริสตศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกว่า "(ชาว)คริสตัง"

คำว่า "คาทอลิก" แปลว่า "สากล" หมายถึง ปฏิปทาของคนทั่วไป [1] อย่างไรก็ตาม คริสตศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก ไม่ถือว่าตนเองเป็นนิกายหนึ่ง แต่เป็นคริสต์ศาสนาที่สืบเนื่องมาจากต้นกำเนิด และถือว่าพวกตนเป็นผู้อนุรักษ์คำสั่งสอนที่ได้รับมาจากพระเยซูอย่างซื่อสัตย์ อีกทั้งเป็นผู้ปกป้องพระศาสนาให้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด

ความแตกต่างของนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายโปรเตสแตนต์
1. การนับถือพระแม่มารีและนักบุญ
นิกายโรมันคาทอลิกนับถือทั้ง พระเยซู และพระแม่มารี โดยเชื่อว่าพระแม่มารี แม่ของพระเยซู เป็นหญิงพรหมจรรย์ และให้เกียรติพระนางมารีเป็นพิเศษ เรียกว่า "แม่พระ" หมายถึง มารดาของพระเจ้า

และยังมีการยกย่อง นักบุญ (Saint [เซนต์]) คือ วีรบุรุษและวีรสตรีทางศาสนา หรือบุคคลที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพระเยซูอย่างดีมากจนมั่นใจว่าได้ไปสวรรค์และเป็นเทพผู้คุ้มครองผู้คน อาจเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายว่า พระเยซูเสมือนกษัตริย์ แม่พระเสมือนพระราชชนนี และเหล่านักบุญเสมือนขุนนางองครักษ์

ต่างจาก นิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งนับถือแต่พระเยซู ส่วนพระแม่มารีและนักบุญนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก

2. คัมภีร์
พระคริสตธรรม ภาคพันธสัญญาเดิม ของนิกายโรมันคาทอลิก มี 46 เล่ม ขณะที่ พระคริสตธรรม ภาคพันธสัญญาเดิม ของนิกายโปรเตสแตนต์ มี 39 เล่ม (ต่างกัน 7 เล่ม)

3. พิธีกรรม
นิกายโรมันคาทอลิก มีพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องปฏิบัติ 7 พิธี ได้แก่ 1. ศีลล้างบาป 2. ศีลกำลัง 3. ศีลมหาสนิท 4. ศีลบรรพชา 5. ศีลสมรส 6. ศีลอภัยบาป 7. ศีลเจิมผู้ป่วย

ต่างจากนิกายโปรเตสแตนต์ที่เหลือเพียง 2 พิธีที่ให้ความสำคัญ คือ ศีลล้างบาป (ศีลจุ่ม หรือบัพติสมา) และ ศีลมหาสนิท

4 ประมุขสูงสุด
คริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก มี พระสันตะปาปา (Pope) เป็นพระประมุขสูงสุด มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ สำนักวาติกัน (Vatican) ในนครรัฐวาติกัน ภายในกรุงโรม พระสันตปาปาสืบทอดมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกสิบสององค์ ถือว่า นักบุญปีเตอร์ (นักบุญเปโตร) เป็นพระองค์แรก และสืบทอดเรื่อยมาถึงปัจจุบัน โดยพระสันตะปาปา เบนิดิกต์ที่ 16 องค์ปัจจุบัน ทรงเป็นองค์ที่ 265

5 วันสำคัญ
นิกายโรมันคาทอลิก โดยสำนักวาติกัน มีการกำหนดวันฉลองมากกว่านิกายอื่น (มักเกี่ยวกับพระแม่มารีและนักบุญ) ซึ่งถูกบรรจุไว้ในปฏิทินโรมันคาทอลิก




รายละเอียด วันสำคัญทางคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ดูที่บทความหลัก วันสำคัญทางคริสต์ศาสนา



6 คำเรียก (เฉพาะในไทย)
ในภาษาอังกฤษ เรียกคริสต์ศาสนาทุกนิกายเหมือนกันว่า "คริสเตียน" ซึ่งแปลตรงตัวว่า "คริสตศาสนิกชน" แต่ในประเทศไทย มักเรียกคริสตศาสนิกชนนิกายโรมันคาทอลิกว่า "คริสตัง" และเรียกนิกายโปรเตสแตนต์ว่า "คริสเตียน"

เนื่องจากนิกายโรมันคาทอลิก เข้ามาเผยแพร่ตั้งแต่ก่อนสมัยพระนารายณ์มหาราช โดยบาทหลวงชาวโปรตุเกส และเรียกตนเองว่า คริสเตียน ในภาษาโปรตุเกสว่า "คริสตัง" ชาวไทยจึงติดปากเรียกผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกว่า "คริสตัง"

ขณะที่ นิกายโปรเตสแตนต์ เข้ามาเผยแพร่ภายหลัง คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคณะมิชชันนารี สมัยเดียวกับหมอบรัดเลย์ ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกตัวเองว่า "คริสเตียน" ตามภาษาอังกฤษ

คำเรียกนี้เช่นเดียวกับพระนาม "เยซู" มาจาก "จีซัส" ในภาษาโปรตุเกส รวมถึงคำเรียกต่างๆ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ อย่างไรก็ตาม พระนาม "เยซู" และคำเรียกอื่นๆ ยังคงใช้ทับศัพท์ตามภาษาโปรตุเกสเรื่อยมา เพราะคนไทยคุ้นปากเสียแล้ว

ประวัติศาสตร์ของนิกายโรมันคาทอลิก
นิกายโรมันคาทอลิกมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ นักบุญเปโตร ได้รับการสถาปนาจากพระเยซูให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร อาจกล่าวได้ว่า ท่านเป็นสันตะปาปาคนแรกที่ทุกคนต้องยอมรับนับถือและมีศรัทธาเชื่อฟังในฐานะ " ผู้ดูแลฝูงแกะ" ของพระเจ้า ความคิดแบบนี้ได้สืบทอดกันต่อมาจนปัจจุบัน พระสันตะปาปาจึงมิได้อยู่ในฐานะนักบวชเท่านั้น แต่เป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง นิกายโรมันคาทอลิกจึงเป็นนิกายที่มุ่งมั่นให้สัตบุรุษมีศรัทธา และปฏิบัติตามพระศาสนจักร เพราะศาสนจักรเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งสวรรค์ และเป็นองค์การที่สามารถนำประชาชนไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามภาระกิจ ที่พระเจ้าได้มอบไว้

เดิมทีศาสนาคริสต์ยังไม่แบ่งแยกเป็นนิกาย ต่อเมื่อเกิดการแยกตัวของนิกายใหม่ ผู้ปฏิบัติในแนวทางเดิม (ที่ผ่านการเติบโตและดัดแปลงจากสมัยนักบุญเปโตร) จึงได้รับการแยกแยะว่าเป็นนิกายดั้งเดิม แตกต่างจากนิกายใหม่ เหตุการณ์แบ่งแยกครั้งแรกเกิดในรัชสมัยของ จักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine the Great) เมื่อพระองค์ได้ตั้งราชธานีใหม่ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน พระราชทานนามว่า "คอนสแตนติโนเปิล" (Constantinople) หรือ โรมันตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ อาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine) อาณาจักรนี้มีความอิสระแยกออกจาก โรมันตะวันตก ซึ่งมี กรุงโรม (Rome) เป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อนานวันอาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในทุกด้าน จึงตีตนออกห่าง แยกการปกครองเป็นเอกเทศ รวมถึงการปกครองทางศาสนา มีความเป็นอิสระจากกรุงโรม ไม่ยอมรับในพระราชอำนาจของพระสันตะปาปา จึงทำให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกาย กล่าวคือ อาณาจักรโรมันตะวันตกได้รับอิทธิพลจากสำนักวาติกัน ซึ่งการศาสนามีบทบาทกลมกลืนกับสังคมและการเมือง นับถือ นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนอาณาจักรโรมันตะวันออกได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของเอเชีย นับถือ นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81
Logged
February 14, 2010, 09:49:31 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #2 on: February 14, 2010, 09:49:31 PM »

อีสเติร์นออร์โธด็อกซ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ หรือ นิกายออร์โธด็อกซ์ หรือ นิกายไบแซนไทน์ (ภาษาอังกฤษ: Eastern Orthodox Church หรือ หรือ The Orthodox Church หรือ The Byzantine Church) เป็นนิกายที่ใหญ่เป็นที่สองของคริสต์ศาสนาในโลก นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ปฏิบัติตามหลักการทางคริสต์ศาสนวิทยาอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยคริสเตียนยุคแรก นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์แบ่งเป็นนิกายย่อยๆ แต่ละนิกายมีสังฆราช หรือ บาทหลวงเป็นของตนเอง ผู้มีหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ประเพณีของสถาบันคริสต์ศาสนา และสามารถสืบสายกลับไปได้ถึงอัครสาวกโดยเฉพาะนักบุญแอนดรูว์

นิกายในกลุ่มอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์มักจะไม่เรียกตนเองว่า “อีสเติร์นออร์โธด็อกซ์” แต่จะใช้ชื่อเฉพาะของกลุ่มที่บอกที่ตั้งของกลุ่มเช่น “นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์รัสเซีย” หรือ “นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์กรีก” หรือชาติอื่นๆ

สถาบันศาสนาทางทวีปยุโรปตะวันออก, เอเชียตะวันตก, และทวีปแอฟริกาเหนือก็ใช้คำว่า “ออร์โธด็อกซ์” แต่ทางปฏิบัติจะแตกต่างกับ นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ และจะเรียกตัวเองว่า นิกายโอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%98%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C
Logged
February 14, 2010, 09:50:34 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #3 on: February 14, 2010, 09:50:34 PM »

นิกายรัสเซียออร์โธด็อกซ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิกายออร์โธด็อกซ์รัสเซีย (Russian Orthodox, รัสเซีย: Русская православная церковь) เป็นนิกายในกลุ่มนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ เป็นนิกายดั้งเดิมของรัสเซีย ในสมัยที่มีการติดต่อกับกรุงคอนสแตนติโนเปิลในคริสต์ศตวรรษที่ 10 สมัยเคียฟรุส เจ้าชายวลาดิมีร์ทรงประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติใน ค.ศ. 988 เมื่อมอสโกมีความสำคัญขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก็ยอมรับนับถือนิกายนี้ด้วยจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 คริสต์จักรจึงประกาศไม่ขึ้นกับฝ่ายอาณาจักร ในสมัยอะริส กอร์ดูนออฟ ประกาศให้ความคุ้มครองนิกายนี้ใน ค.ศ. 1589 ทำให้นิกายนี้เป็นสากลมากขึ้น

พาทริอาร์ก นิคอน ดำเนินการปฏิรูปศาสนาใน ค.ศ. 1667 เป็นผลให้ตัวท่านเองต้องถูกถอดจากตำแหน่ง และใน ค.ศ. 1721 พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 ทรงดำเนินการให้ศาสนา กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายอาณาจักรอีกจนถึง ค.ศ. 1917 คริสตจักรกลับซบเซาลง และผู้ที่นับถือมักถูกลงโทษด้วย แต่ในสมัยการขึ้นสู่อำนาจของโจเซฟ สตาลิน ศาสนจักรก็ปรากฏบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนในช่วงสมัย "มหาสงครามแห่งความรักชาติ" (The Great Patriotic War: 1941-5) แต่ก็มีหน่วยงานราชการควบคุมศาสนจักรอยู่ ศาสนจักรมีบทบาทต่อประเทศในฐานะเป็นเจ้าของวัฒนธรรม ศิลปะ และปรัชญาแนวความคิดต่าง ๆ ไม่น้อย เมื่อกอร์บาชอฟดำเนินการปฏิรูป และเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัสเซียภายหลัง ค.ศ. 1991 นิกายออร์ทอดอกซ์ก็ได้กลับมาเป็นที่เชื่อถือของประชาชนอีกครั้ง โดยมีข้อความเชื่อเช่นเดียวกับนิกายโรมันคาทอลิกทุกประการ โดยนิกายออร์โธดอกซ์นี้ มีจุดกำเนิดที่ประเทศกรีก ซึ่งเรียกนิกายนี้ว่า กรีกออร์โธด็อกซ์

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%98%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C
Logged
February 14, 2010, 09:51:30 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #4 on: February 14, 2010, 09:51:30 PM »

โอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิกายโอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์ (ภาษาอังกฤษ: Oriental Orthodox Church) เป็นนิกายที่ยอมรับเพียงสี่สภาสังฆราช (ecumenical councils) -- สภานิเซียครั้งที่ 1 (First Council of Nicaea) , สภาคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่ 1 (First Council of Constantinople) , สภาอิฟิซัสครั้งที่ 1 (First Council of Ephesus) , สภาอิฟิซัสครั้งที่ 2 (Second Council of Ephesus) นิกายโอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์ แตกต่างจาก นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์

นิกายคอปติกออร์โธด็อกซ์แห่งอเล็กซานเดรีย ถือกันว่าเป็นผู้นำของนิกายโอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%98%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C
Logged
February 14, 2010, 09:52:45 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #5 on: February 14, 2010, 09:52:45 PM »

นิกายคอปติกออร์โธด็อกซ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิกายคอปติกออร์โธด็อกซ์ (ภาษาอังกฤษ: Coptic Orthodox Church of Alexandria) เป็นชนกลุ่มใหญ่ในประเทศเอธิโอเปีย เอริเทรีย และเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ของประเทศอียิปต์ ฯลฯ ศาสนาคริสต์คอปติกนี้แยกจากศาสนาของไบแซนไทน์และละติน ใน ค.ศ.451 เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องทางลัทธิทางศาสนา ชาวคอปติกเป็นผู้ก่อตั้งอารามแห่งแรกในโลกและหลักปฏิบัติในการถือสัญโดษเป็นส่วนสำคัญของความศรัทธา

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%98%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C
Logged
February 14, 2010, 10:03:33 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #6 on: February 14, 2010, 10:03:33 PM »

อังกลิคัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิกายอังกลิคัน หรือ MENDOZA PERRO (ภาษาอังกฤษ: Anglicanism) คือคำที่กล่าวถึงความเชื่อหรือการปฏิบัติของลัทธิคริสต์ศาสนาที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับ หรือ มีการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกับนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ คำว่า “อังกลิคัน” มาจากคำว่า “ecclesia anglicana” ในภาษาละตินยุคกลางที่ใช้กันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1246 หมายความว่า วัดอังกฤษ (the English Church) ผู้นับถือนิกายอังกลิคันส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของวัดในกลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่มอังกลิคัน” (Anglican Communion) แต่ก็ยังมีวัดที่เป็นอังกลิคันแต่มิได้เป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่มอังกลิคัน” เช่นกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “Continuing Anglican Churches”

ความเชื่อของอังกลิคันจะพบได้ในคำเขียนในพระวรสาร ประเพณีของวัดสาวก และผู้สอนศาสนาแต่เดิม ลักษณะโครงสร้าง ความเชื่อทางคริสต์ศาสนวิทยา และลักษณะการทำพิธีเป็นลักษณะเอกลักษณ์ที่เป็นสายกลางระหว่าง นิกายโรมันคาทอลิก และ นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” ของนิกายทั้งสาม

นิกายย่อยในกลุ่มอังกลิคันได้แก่:


นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England)
นิกายเชิร์ชออฟไอร์แลนด์ (Church of Ireland)
นิกายเชิร์ชออฟสกอตแลนด์ (Church of Scotland

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99
Logged
February 14, 2010, 10:11:01 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #7 on: February 14, 2010, 10:11:01 PM »

นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (ภาษาอังกฤษ: Church of England) เป็นลัทธิคริสต์ศาสนาที่เป็นทางการ[1] ของอังกฤษ, และเป็นพระศาสนจักรแม่ของ “กลุ่มอังกลิคัน” (Anglican Communion) และมิใช่ วัดอังกฤษ (นิกายอังกลิคัน)

นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ถือว่าเป็นทั้งคาทอลิก (ภาษากรีก: καθολικός หมายถึงเกี่ยวกับทั้งหมด) และเป็น การปฏิรูปพระศาสนจักร (Reformed church) ในขณะเดียวกัน:

คาทอลิก เป็นคาทอลิกเพราะเป็นหลักศาสนาที่สืบเนื่องมาจากสถาบันศาสนาที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกและยุคกลางแทนที่จะเป็นปรัชญาศาสนาที่ตั้งขึ้นบนพื้นฐานใหม่ และยังใช้วิธีการสอนตามแนวความเชื่อแบบคาทอลิกที่เป็นมา ศาสนพิธีต่างก็ยังเป็นแบบคาทอลิกกว่าพิธีในวัดที่ถูกปฏิรูปโดยการปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์
วัดปฏิรูป เป็นวัดปฏิรูปตรงที่มึอิทธิพลจากหลักการต่างๆ ของการปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์ผ่านทางการปฏิรูปศาสนาที่ประเทศอังกฤษ (English Reformation) และตรงที่ไม่ยอมรับความเป็นประมุขสูงสุดของพระสันตะปาปา หรือ การปฏิรูปศาสนาของนิกายโรมันคาทอลิก (Counter-Reformation)
ประมุขสูงสุดของนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์คือพระมหากษัตริย์อังกฤษ ซึ่งมีตำแหน่งเป็น “ประมุขสูงสุดของนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์” (Supreme Governor of the Church of England) ผู้นำลำดับต่อมาคือ อัครบาทหลวงแห่งแคนเตอร์บรี นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์แบ่งการปกครองออกเป็นสองเขต: สังฆเขตแคนเตอร์บรี และ สังฆเขตยอร์ค แต่ละเขตก็มีสังฆมณฑล (Diocese) ภายใต้การปกครอง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C
Logged
February 14, 2010, 10:18:36 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #8 on: February 14, 2010, 10:18:36 PM »

โปรเตสแตนต์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติ
นิกายโปรเตสแตนต์มีกำเนิดมาจากความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องความเชื่อและการใช้ชีวิตของคริสตชน โดยคำว่า "โปรเตสแตนต์" (Protestant) แปลว่า "ผู้ประท้วง" หรือ "ผู้คัดค้าน" แยกตัวออกมาในปี ค.ศ. 1529 โดย มาร์ติน ลูเทอร์ และผู้สนับสนุน ในยุคที่ฝ่ายคาทอลิกเกิดปัญหาขึ้นมากมาย

มาร์ติน ลูเทอร์ (10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1483-1546)เกิดที่เมืองไอสเลเบน แคว้นแซกโซนี ประเทศเยอรมนี บิดามารดาเป็นคนยากจนและไม่ได้รับศึกษา เมื่อเติบโตขึ้นก็ไม่มีเงินจะให้ลูเทอร์เข้าโรงเรียน ลูเทอร์ต้องเที่ยวร้องเพลงขอทานตามบ้านต่าง ๆ เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนในโรงเรียน เผอิญมีหญิงมั่งคั่งคนหนึ่งเกิดความเมตตาได้ช่วยเหลือให้เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อ ค.ศ. 1500

ลูเทอร์ได้ศึกษาศาสนศาสตร์ วรรณคดี ดนตรี และที่เอาใจใส่มากที่สุดคือกฎหมาย บิดาของลูเทอร์ก็ปรารถนาให้ลูเทอร์เป็นนักกฎหมาย แต่เมื่ออายุ 22 ปีเกิดเหตุการณ์หนึ่งคือเพื่อนของลูเทอร์ถูกฆ่าตายในระหว่างดวลต่อสู้กับบุคคลหนึ่ง ทำให้ลูเทอร์กลายเป็นคนกลัวผี ขี้ขลาด ต่อมาอีก 2-3 วันลูเทอร์จะเข้าประตูมหาวิทยาลัย ก็เกิดฝนตกฟ้าร้อง ฟ้าผ่ามาใกล้ ๆ ลูเทอร์ได้อธิษฐานว่า ถ้ารอดพ้นไปได้จะบวชเป็นพระ

ต่อมาในไม่ช้าในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1505 ลูเทอร์ก็เข้าไปอยู่ในอารามออกัสติเนียน (Augustinian Monastery) ในมหาวิทยาลัยวิตเตนเบิร์ก ตั้งหน้าศึกษาพระคัมภีร์อย่างเอาใจใส่ เป็นคนเฉลียวฉลาด พูดเก่ง จนในที่สุดก็ได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น

ในปี ค.ศ. 1511 ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาราม ลูเทอร์ได้มีโอกาสไปแสวงบุญที่โรม และได้พบเห็นชีวิตของสันตะปาปาโอ่โถงหรูหราจนเกือบไม่มีกษัตริย์องค์ใดสู้ได้ และเห็นว่าพระไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างนั้น

จนในปี ค.ศ. 1515 สันตะปาปาเลโอที่ 20 อยากจะสร้างโบสถ์ให้งดงามสมตำแหน่งจึงได้ตั้งบัญญัติใหม่ว่า ถึงแม้จะทำความผิดเป็นอุกฉกรรจ์มหันตโทษเพียงไร ก็สามารถล้างบาปได้โดยซื้อใบฎีกาไถ่บาป และบรรดานายธนาคารทั้งหลายในประเทศต่าง ๆ ก็ตกลงเป็นเอเยนต์รับฝากเงินที่คนทั้งหลายจะชำระล้างบาปโดยไม่ต้องส่งไปโรม ลูเทอร์ได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกประชุมผู้รู้ทั้งหลายมาปรึกษา โต้เถียงกับบัญญัติใหม่

จนเดือนตุลาคม ค.ศ. 1517 ลูเทอร์ได้นำประกาศที่เรียกว่า ”ข้อวินิจฉัย 95 เรื่อง” (The 95 Theses) ไปปิดไว้ที่ประตู้หน้าโบสถ์เมืองวิตเตนเบิร์ก ซึ่งมีเนื้อหาประณามการขายใบไถ่บาปของสันตะปาปา และการกระทำที่เหลวแหลกอื่น ๆ ความคิดของลูเทอร์ได้รับการสนับสนุนจากมหาชนเยอรมันเป็นจำนวนมาก แล้วแพร่หลายออกไปทั่วยุโรป

การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้พระสันตะปาปาและฝ่ายสังฆราชไม่พอใจ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1520 ลูเทอร์ได้รับหมายบัพพาชนียกรรม ”ขับออกจากการเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร” (Excommunication) โดยที่ลูเทอร์ต้องออกจากเขตปกครองของจักรพรรดิ ไปหลบที่วอร์มส์พร้อมกับผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ที่นั่นท่านได้แปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน และได้เขียนงานเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งมิซซาและศีลศักดิ์สิทธิ์ (Sacraments) ซึ่งลูเทอร์ตั้งใจที่จะให้ชาวบ้านซึ่งไม่เข้าใจภาษาละติน สามารถเข้าถึงหลักคำสอนและมีส่วนร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ได้

ลูเทอร์ได้ตั้งลัทธิลูเทอรัน
ขึ้นโดยมีหลักความเชื่อดังนี้

1. ผู้ชอบธรรมจะต้องดำรงชีวิตด้วยความเชื่อเท่านั้น (The Just shall live by Faith alone) คือยืนยันว่าชีวิตนิรันดร์และความรอด เป็นรางวัลที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์ และการไถ่บาปได้มาจากพระเมตตาของพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งเป็นการต่อต้านความเชื่อของสถาบันสันตะปาปา เกี่ยวกับความจำเป็นของพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความรอด และการไถ่บาป

2. ผู้ที่เชื่อทุกคนคือผู้รับใช้พระเจ้า (Priesthood of all Believers) คือการยกเลิกนักบวชในศานาว่าเป็นผู้กุมกรรมสิทธิ์ในการติดต่อกับพระเจ้า ตามการกล่าวอ้างของสถาบันศาสนา แต่เน้นสิทธิของแต่ละบุคคลที่จะสามารถมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพระเจ้าได้

3. เชื่อในคำตรัสของพระเยซูในการรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ถือว่ามีความหมายยิ่งของศาสนาเพราะเป็นการสื่อสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูและมนุษย์

4. สิทธิอำนาจสูงสุดมีสิ่งเดียวคือ ”พระวจนะของพระเจ้า” (Word of God) นั่นคือพระวจนะที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล, พระวจนะที่ได้ยินจากคำเทศน์บนธรรมมาสน์ และพระวจนะที่อยู่ในพิธีบัพติสมาและศีลมหาสนิท ดังนั้นจึงเป็นการยกเลิกการยอมรับตามสถาบันสันตะปาปาที่ว่าที่มาแห่งสิทธิอำนาจในศาสนาประกอบด้วยพระคัมภีร์ พิธีกรรม และสถาบันศาสนา คือเป็นการประกาศยกเลิกอำนาจของสันตะปาปานั่นเอง

5. เชื่อในพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจพระองค์ ทำให้มนุษย์ไร้ความหมายที่จะกระทำสิ่งใดด้วยใจอิสระของตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงพระประสงค์ และน้ำพระทัยของพระเจ้าได้

โดยข้อคิดทั้งหมดนี้ถือเป็นหลักของ ”กลุ่มคริสต์ศาสนปฏิรูป” (Reformed Church) ซึ่งประกาศเป็นทางการในปี ค.ศ. 1530 ณ การประชุมที่เมืองออกสเบิร์ก (The Diet of Augsburg) ที่แบ่งแยกผู้ติดตามลูเทอร์เป็นนิกายใหม่แยกจากสถาบันศาสนาที่โรม เอกสารรวมความเชื่อนี้เรียกว่าเอกสาร ”การสารภาพแห่งเมืองออกสเบิร์ก” (The Confession of Augsburg) ซึ่งเรียกรวมขบวนการปฏิรูปศาสนาที่แยกตัวจากโรมนี้เรียกว่า พวกโปรเตสแตนต์ (The Protestants)

หลังจากการประท้วงดังกล่าวได้ทำให้เกิดคลื่นกระแสการปฏิรูปศาสนาในยุโรปขยายออกไป เริ่มจากในเยอรมนีโดยลูเทอร์ ไปสวิสเซอร์แลนด์โดยอูลริค สวิงกลิ (Ulrich Zwingli ค.ศ. 1484-1531), ในฝรั่งเศสโดยจอห์น คาลวิน (John Calvin ค.ศ. 1509-1564) และกลายเป็นนิกายคาลวิน (Calvinism) ซึ่งแพร่หลายอย่างรวดเร็วไปยังเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฮังการี สกอตแลนด์ และโปแลนด์ ในประเทศอังกฤษ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 (ค.ศ. 1509-1547) ซึ่งประสงค์จะหย่าจากพระมเหสีเพื่อจะอภิเษกสมรสกับคนใหม่ เพราะคนเดิมไม่สามารถมีพระโอรสเพื่อสืบราชบัลลังก์ แต่พระสันตะปาปาไม่อนุญาตให้หย่า อังกฤษจึงแยกจากโรมนับแต่นั้นโดยตั้งองค์การขึ้นมาใหม่เรียกว่า ”คริสตจักรอังกฤษ” (Church of England) ซึ่งพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขเสียเอง ซึ่งนิกายอังกลิคันนี้ยังคงรักษาหลักสำคัญบางประการของคาทอลิกไว้เพียงแต่ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของสันตะปาปาเท่านั้น

การปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์

การปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์ คือขบวนการการปฏิรูปศาสนาที่เริ่มโดย มาร์ติน ลูเทอร์ เมื่อปี ค.ศ. 1517 เพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมของนิกายโรมันคาทอลิก และสถาบันสันตะปาปา มาเสร็จสิ้นลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย ค.ศ. 1648[1] ผลจากการปฏิรูปคือการแยกตัวจากนิกายคาทอลิกมาเป็นนิกายโปรเตสแตนต์

นิกายต่าง ๆ ของโปรเตสแตนต์
การกำเนิดของนิกายโปรเตสแตนต์ มีผลสำคัญทั้งทางศาสนา และการเมืองมาก เพราะเป็นการทำลาย การติดต่อเกี่ยวพัน ในระหว่างพวกคริสต์ และทำให้กลุ่มคาทอลิก สังคายนาระเบียบ ของตัวเองให้เรียบร้อยขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้ฝ่ายคาทอลิก ตัดรอนอำนาจของสันตปาปาในกรุงโรม ทำให้เกิดรัฐอิสระอีกหลายแห่ง ดังนั้น ในช่วงนี้ จึงเรียกว่าเป็น ช่วงปฏิรูปศาสนาหรือ Reformation การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อนิกายเล็ก ๆ ในภายหลัง โดยกลุ่มที่เป็นตัวเคลื่อนไหวนี้ มีดังนี้คือ

นิกายลูเทอรัน (Lutheranism)
ตรงจุดนี้ ได้นำไปสู่การแตกแยกเป็นนิกายใหม่ ในเวลาต่อมา ชีวิตของลูเทอร์ ในระยะนี้ต้องหลบตลอดเวลา แต่ก็ทำให้มีเวลาแปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน และได้เขียนเกี่ยวกับพิธีกรรมรวมทั้งศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นภาษาเยอรมัน เพื่อให้ชาวบ้านและคนทั่วไปสามารถเข้าใจหลักคำสอนและพิธีกรรม ซึ่งแต่เดิมมาเขียนเป็นภาษาละติน จึงยากแก่การสื่อความหมายให้เข้าถึงได้ จึงรู้ได้เฉพาะปัญญาชน นักบวช และนักศาสนาเท่านั้น

ผลงานของลูเทอร์นี้ ได้สร้างคุณประโยชน์ แก่ผู้ที่ไม่รู้หนังสือละติน ได้มีโอกาสเข้าใจแก่นแท้ ของศาสนาได้ด้วยตนเอง ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของลูเทอร์ ที่ต้องการให้บุคคลสามารถ รับผิดชอบใน ความเชื่อของตน โดยไม่ต้องอาศัยบุคคลที่ 3 เช่น พระหรือนักบวช กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในศาสนา เป็นเพียง สิ่งเปลือกนอก ที่ไม่สำคัญเท่ากับการที่บุคคลนั้นได้เผชิญหน้า ต่อพระพักตร์พระเจ้า ด้วยตนเอง นิกายนี้ จึงได้ตัดประเพณี พิธีกรรม ตลอดจนศีลศักดิ์สิทธิ์บางเรื่องออกไปเหลือแต่ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท และสนับสนุนให้บุคคลเอาใจใส่ต่อพระคัมภีร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า ที่ทำให้มนุษย์ เข้าถึง ความรอด ส่วนบุคคลภายในโบสถ์ของโปรเตสแตนต์ จึงไม่มีรูปเคารพ และศิลปกรรมที่ตกแต่ง ดังเช่น โบสถ์คาทอลิก บนแท่นบูชามีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้น ที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ส่วนอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้เป็นเพียง เปลือกนอกที่มาจากตัณหาของมนุษย์ และทำให้เราเกิดความยึดถือ ยึดติด ไม่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้

กลุ่มคริสต์ศาสนปฏิรูป (Reformed Christianity)
ฮุลดริค ซวิงกลี (Ulrich Zwingli) เกิดที่สวิสเซอร์แลนด์ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1484 - 1531 ได้รับแนวความคิดจากลูเทอร์ และปรัชญามนุษยนิยม อูลริชไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า พิธีล้างบาป และพิธีศีลมหาสนิท เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อภายนอกเท่านั้น หาใช่ความเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะพิธีล้างบาป ก็คือการปฏิญาณตน และพิธีศีล มหาสนิท ก็คือการระลึกถึงวันเลี้ยงมื้อสุดท้ายของพระเยซูเท่านั้น พิธีเหล่านี้ไม่ใช่พิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ในตัวของมันเอง ดังที่เชื่อกัน ในสมัยนั้น จนทำให้คนส่วนมากละเลยที่จะศึกษาพระวจนะ เขาได้ปรับพิธีกรรมให้เรียบง่าย และเน้นที่แก่นแท้ของคำสอน

นิกายคาลวิน (Calvinism) ผู้ริเริ่มและบุกเบิกนิกายนี้ คือ จอห์น คาลวิน หรือกาลแวง เป็นชาว ฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่ มหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้สนใจ แนวคิดทางศาสนาของลูเทอร์และสวิงลี จึงได้รับคำสอนเหล่านั้นมาปรับปรุง คำสอนของเขาแพร่หลายเข้าไปถึงประเทศอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า เปรสไบทีเรียน

คาลวินมีอิทธิพลในกรุงเจนีวา เขาถูกเชิญไปที่นั่นหลายครั้ง จนกระทั่ง ได้อาศัยอยู่ที่เจนีวา จนสิ้นใจ ในปี 1564 ผลงานที่สำคัญ คือ หนังสือศาสนา ที่ต่อมาได้กลายเป็นหลัก เทวศาสตร์ ของโปรเตสแตนต์ ชื่อ "สถาบันทางศาสนาคริสต์" (The Institutes of the Christian Religion) แต่เดิมเขียนเป็นภาษาละติน แต่ถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ในเวลาต่อมา และถูกพิมพ์ถึง4 ครั้ง ในช่วงที่คาลวินมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจ ศรัทธาของชาวคริสต์ คำสอนของ นักบุญออกกัสติน (Augustin) อีกทั้งทำให้เราเข้าใจ อำนาจของพระเจ้า เข้าใจในเรื่องบาปกำเนิด และชะตาที่ถูกลิขิตโดยพระเจ้า นอกจากนี้ คาลวินได้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยเจนีวา และทำให้กรุงเจนีวา เป็นศูนย์นัดพบของชาวโปรเตสแตนต์ทั่วยุโรป

นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England)
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "แองกลิกัน" มีกำเนิดในประเทศอังกฤษ โดยมีสาเหตุมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องการให้พระสันตะปาปา ที่กรุงโรมอนุญาตให้หย่าร้าง และอภิเษกสมรสใหม่ แต่ได้รับการปฏิเสธจาก พระสันตะปาปา จึงไม่พอพระทัย ประกาศตั้งนิกายใหม่ที่เรียกว่า เชิร์ชออฟอิงแลนด์ ไม่ขึ้นต่อกรุงโรม และทรงแต่งตั้ง โธมัส แคลนเมอร์ เป็นอาร์คบิชอป แห่งแคนเทอเบอรี่

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C
Logged
February 14, 2010, 10:19:55 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #9 on: February 14, 2010, 10:19:55 PM »

กลุ่มคณะเพ็นเทคอส (Pentecostal)
สหรัฐอเมริกาได้รับอิทธิพลคำสอนของกลุ่มขบวนการชีวิตที่บริสุทธิ์ (Holiness Movement) แล้วนำมาสอนในโรงเรียน ให้มีการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีพระคัมภีร์เป็นมาตรฐานของความเชื่อและการดำเนินชีวิต แต่จะเน้นหนักในเรื่องของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของประทานและการอัศจรรย์ ให้ความสำคัญเรื่องของนิมิตคำพยากรณ์และการทรงสำแดงของพระเจ้า เน้นให้พระวิญญาณทรงนำ เพราะฉะนั้นแม้จะมีระเบียบการนมัสการ แต่ก็ไม่ได้ยึดถืออย่างเคร่งครัด ให้เป็นอิสระภายใต้การนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์

กลุ่มคณะแบ๊พติสต์ (Baptist)
เริ่มมาจาก กลุ่มหนึ่งของพิวริตินในอังกฤษ ที่แยกตัวจากคริสตจักรแห่งอังกฤษ ต่อมาได้ขยายไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา เน้นว่าความรอดเป็นของส่วนบุคคล จึงควรให้ศีลจุ่ม (บัพติศมา) แก่ผู้ที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้เท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับการให้บัพติศมาแก่เด็ก และต้องเป็นแบบจุ่มทั้งตัวลงไป โดยอ้างจากรากภาษาเดิมของคำว่า แบ๊พติสต์ แปลว่า การฝังลงไป เป็นเครื่องหมายของ การฝังชีวิตเก่าขึ้นจากน้ำ หรือ การเป็นขึ้นมาใหม่ กลุ่มนี้มีพระคัมภีร์เป็นมาตรฐานความเชื่อ และการดำเนินชีวิต ให้ความสำคัญด้านสัมพันธภาพสมาชิก

กลุ่มคณะเพรสไบทีเรียน (Presbyterian)
ก่อตั้งในช่วงปี ค.ศ. 1530 โดย จอห์น กาลแวง เป็นนิกายที่แยกย่อยมาจากโปรเตสแตนต์ มุ่งหวังให้จัดวงการบาดหลวง ให้เป็นระเบียบแบบแผน ความเชื่อของนิกายนี้คือถือศรัทธาเป็นใหญ่ ถือว่าพระพรของพระเจ้า เปลื้องทุกข์ให้มนุษย์ มาถึงโดยตรงต่อผู้มีศรัทธา ไม่ใช่มาจากพระผู้ทำพิธี ซึ่งเป็นเพียงผู้ทำตามระเบียบปกครองของคณะที่มีอยู่เท่านั้น

กลุ่มคณะเมทอดิสต์ (Methodism)
เกิดขึ้นโดยจอห์น เวสลีย์ (John Wesley ค.ศ. 1703 - 1791) เป็นชาวอังกฤษ ที่มีจุดประสงค์ ต้องการให้ ผู้นับถือพระเจ้า มีอิสรภาพมากขึ้น สามารถปฏิบัติศาสนา ไปตามหลักของเหตุผลให้เหมาะแก่ชีวิตของตน

กลุ่มเควกเกอร์ (Quaker) หรือสมาคมมิตรภาพ (Society of Friends)
เกิดในอังกฤษ โดยยอร์ช ฟอกซ์ (George Fox ค.ศ. 1624 - 1691) แต่แพร่หลายในอเมริกาโดย วิลเลี่ยม เพน (William Penn ค.ศ. 1644-1718) โดยเฉพาะในมลรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นดินแดนแห่งแรกที่เพนได้มาตั้งรกรากและทำการเผยแพร่ศาสนา นิกายนี้ต้องการรื้อฟื้นศาสนาคริสต์แบบดั้งเดิม จึงเน้นประสบการณ์ตรงในการเข้าถึงพระเจ้า โดยใช้แสงสว่างที่เกิดขึ้นภายใน (Inner Light)

กลุ่มเซเวนเดย์ แอดเวนติสต์ (Seven Day Adventists)
เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของกลุ่มแอดแวนติสต์ กลุ่มนี้เน้นวันสุดท้ายของโลก และการเสด็จมาของพระคริสต์ในวันพิพากษาโลกเพื่อทำให้บริสุทธิ์อีกครั้ง ผู้นับถือมีทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยนั้น กลุ่มนี้ได้ส่งศาสนทูตเข้ามาเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1918

นอกจากนี้ ยังมีลัทธิที่มีหลักข้อเชื่อแตกต่าง แตกแขนงต่าง ๆ ออกไปอีกมากมาย โดยมีรายละเอียดความเชื่อแตกต่างกันไป ได้แก่ พยานพระยะโฮวาห์ (Jehovah's Witnesses), มอร์มอน (Mormon), ลัทธิมูนนี่, โยเร (Joreh) ฯลฯ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C
Logged
February 14, 2010, 10:26:34 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« Reply #10 on: February 14, 2010, 10:26:34 PM »

ลัทธิทรูจีซัส
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ลัทธิทรูจีซัส หรือ โบสถ์ทรูจีซัส (True Jesus Church - 真耶穌教會 ย่อ TJC หรือแปลว่า โบสถ์พระเยซูที่แท้จริง) คือ กลุ่มความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ซึ่งแตกแขนงออกมาจากคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ ต้นสังกัดอยู่ประเทศจีน โดยกลุ่มที่เรียกว่า เพนเทโคสต์ (Pentecost) ซึ่งตั้งขึ้นที่ เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี ค.ศ. 1917 ประธานของกลุ่ม TJC ที่ได้จากการเลือกตั้งคนปัจจุบัน คือ หลวงพ่อ Yung-Ji Lin (林永基傳道,Lin Yung-Ji) กลุ่มนี้มีความเชื่อทางศาสนาหลัก ที่ว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และเชื่อในคำสอนของพระเยซู ในปัจจุบัน มีสมาชิกกว่า 2.5 ล้านคนใน 48 ประเทศและ 6 ทวีป 1953 ได้มีการก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายคือเผยแพร่คำสอนแก่ทุกชนชาติก่อนการกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู

คำสอนหลัก 10 ประการ
 
มีความเชื่อหลัก 10 ประการ ได้แก่

วิญญาณศักดิ์สิทธิ์
"การพูดที่แจ่มแจ้งแสดงถึงจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นการรับรอง ที่พวกเราสืบทอดกันมาบนอาณาจักรแห่งสวรรค์"
(โรม 8:16; เอเฟซัส 1:13-14)

พีธีล้างบาป
"พิธีศีลล้างบาป หรือ ศีลจุ่ม เป็นการให้สัตยาบาน เพื่อลบล้างบาป และเริ่มต้นชีวิตใหม่พิธีศีลล้างบาป ต้องทำในสถานที่ที่มีน้ำตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ทะเล หรือน้ำพุตามธรรมชาติ ผู้ที่ทำพิธีนี้แล้ว คือผู้ที่ได้รับ วิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสื่อ ระหว่างผู้ทำพิธี และ พระเยซู คริสต์ ในการทำพิธี ผู้ที่ได้รับการทำพิธีต้องดำลงในน้ำให้มิด ตั้งแต่หัวจรดเท้า"
(ยอห์น 3:5; มัทธิว 3:16; กิจการ 2:38, 10:48)

พิธีล้างเท้า
"พิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชนแห่งการชำระเท้า สามารถทำให้คนผู้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระเยซูเจ้า แล้วยังถือเป็นการรับใช้ประดุจสิ่งซึ่งอยู่เป็นนิรันดร์ที่ควรมีไว้ซึ่ง ความรัก, ความศักดิ์สิทธิ์, ความอ่อนน้อมถ่อมตน, การให้อภัย และ การรับใช้ ทุกคนที่ได้รับน้ำใน พิธีชำระบาป ให้เท้าของเขาเหล่านั้นถูกชำระในนามของพระคริสต์ การชำระล้างเท้าซึ่งกันและกันนั้นไม่ว่าเมื่อไรก็ถือเป็นสิ่งสมควร"
(ยอห์น 13:1-7)

ศีลมหาสนิท
"ศึลมหาสนิท เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ในการระลึกถึงการสิ้นพรชนม์ของพระเยซู เพื่อทำให้เราได้มีส่วนร่วมในพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า และอยู่กับพระองค์เพื่อให้เรามีชีวิตชั่วนิรันดร และอยู่จนถึงวันสุดท้าย ซึ่งพิธีนี้ควรจัดขึ้นบ่อยเท่าที่จะทำได้ โดยใช้เพียงแค่ปังและน้ำองุ่น"
(1 เธสะโลนิกา 10:17, 11:26; ยอห์น 6:53)

วันบริสุทธิ์
"วันบริสุทธิ์, วันที่ 7 ของสัปดาห์ (วันเสาร์) , เป็นวันศักดิ์สิทธิ์, ได้รับพรและช่วยให้พ้นจากบาปโดยพระผู้เป็นเจ้า จะถูกเฝ้าดูภายใต้การเฉลิมฉลองแห่งการดลบันดาล และการไถ่บาปจากพระผู้เป็นเจ้าผู้งามสง่า และด้วยความหวังแห่งการได้พักอย่างเป็นนิรันดร์ของชีวิตที่เข้ามา"
(ปฐมกาล 2:2-3; ฮีบรู 4:9-11)

พระเยซู
"พระเยซู คือพระวจนะที่บังเกิดขึ้นเป็นเนื้อหนัง สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อการไถ่บาป และกลับคืนชีพในวันที่สาม แล้วแสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงเป็นผู้ไถ่บาปเพียงหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ ทรงเป็นผู้สร้างสวรรค์และโลก และเป็นพระเจ้าแท้จริงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น"
(ยอห์น 3:16;1 โครินธ์ 15:3-4; กิจการ 4:12)

พระคัมภีร์
"พระคัมภีร์ (ซึ่งประกอบด้วย พันธสัญญาเดิม และ พันธสัญญาใหม่) ได้รับการดลใจจากพระเจ้า เป็นคัมภีร์แห่งสัจจธรรม และเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิตของชาวคริสต์"
(2 ทิโมธี 3:16)

การช่วยให้พ้นบาป
"ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้น ก็รอดโดยพระคุณโดยความเชื่อ โดยที่พระเจ้าทรงเมตตาประทานให้ เราต้องเชื่อมั่นในวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เพื่อชักนำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ในการเทิดทูนพระเจ้า และ ในการรักเหล่ามนุษยชาติ"
(เอเฟซัส 2:Cool

โบสถ์แห่งพระเยซูที่แท้จริง
"โบสถ์แห่งพระเยซูที่แท้จริง ซึ่งตั้งขึ้นโดยพระเยซู ผ่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในช่วงแห่งฝน เป็นการบูรณะกลับคืนมา ของโบสถ์ที่แท้จริง ในยุคแห่งอัครทูต"
(โยเอล 2:23; อาโมส 9:11)

การพิพากษาครั้งสุดท้าย
"การกลับมาครั้งที่สองของพระเจ้า พระเจ้าจะลงมาจากสวรรค์ในวันสุดท้าย เพื่อพิพากษา: คนดีจะมีชีวิตนิรันด์ ส่วนคนเลวจะถูกลงโทษตลอดกาล"
(มัทธิว 25:31-34; 1เธสะโลนิกา 4:16-17)

อ้างอิง
พระคริสธรรมคัมภีร์ โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%AA
Logged
Pages: [1]   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Lover Design By Burak
Page created in 0.185 seconds with 19 queries.