Username Always stay logged in
Password:
Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: โลกอนาคต…ในจินตนาการ  (Read 3270 times)
November 22, 2010, 08:15:27 PM
loji wizard
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
Offline Offline

Posts: 6800



View Profile
« on: November 22, 2010, 08:15:27 PM »

โลกอนาคต…ในจินตนาการ

บทความที่ผ่านมา Fighting Army or Parade Army (กองทัพนักรบหรือกองทัพนักแสดง)
--------------------------------------------------------------------------------


…...... ส่งท้ายปีเก่า 2546 อีกไม่กี่วันนี้กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาแล้ว ถ้ายังจำกันได้การเปลี่ยนปีใหม่ของไทยเรามาใช้เป็นวันที่ 1 มกราคม เริ่มเมื่อปี 2483 เป็นปีแรกตามหลักสากล ผมเลยคิดจะเขียนบทความที่เกิดมาจากจินตนาการของผมเองแบบออกนอกทางสักเรื่องหนึ่ง
…...... โลกเรา ณ วันนี้ เข้าใจว่ามีประชากรประมาณ 6,000 ล้านคน ถ้าเปรียบว่าคนเป็นเชื้อโรคร้าย ส่วนพิภพโลกเราเป็นตัวคนที่เชื้อโรคคือคนเรามาอาศัยอยู่แล้วละก็ อาจนับได้ว่าโลกก็เป็นเหมือนคนที่เชื้อโรคแพร่กระจายขยายเกือบเต็มตัวแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าใกล้จะตายแล้วหรือยัง
…...... ผมเคยถามตัวเองเล่นๆ ผมควรจะทำอาชีพอะไรดีในอนาคตข้างหน้า เป็นพ่อค้าขายของ เป็นนักการเงินเล่นหุ้นหาความร่ำรวยจากการเล่นหุ้น เป็นหมอ เป็นนักวิชาการ คิดหาทางเก็บเงินไว้ไปลงทุนทำกิจการส่วนตัวหรืออะไรดี แต่สรุปได้อย่างแหวกแนวว่าควรไปเป็นชาวนาทำนาดีที่สุด เพราะถ้าโลกมีคนเพิ่มมากขึ้นไปอีกอาจถึง 10,000 ล้านคน แล้วโลกเราจะเป็นอย่างไร แถมคนก็อายุยืนยาวมากขึ้นอยู่กันนานขึ้น คำตอบที่แน่นอน คือ 10,000 ล้านปากจะต้องหาอาหารมาป้อน แล้วใครจะผลิตอาหารมาป้อนให้ จะเพียงพอไหม ถ้าไม่พอ… อาหารก็คงแพงน่าดู เออถ้าอย่างนั้นเราควรจะลาออกจากการเป็นทหารไปทำนาดีกว่า รวยแน่นอน เพราะลูกหลานชาวนาวันนี้ต่างทิ้งทุ่งนาไปทำอาชีพอื่นกันหมดแล้วเมื่อมีคนทำนาน้อยลง ผลผลิตข้าวก็จะต้องลดลงไปด้วย แต่จำนวนคนกินข้าวมีมากขึ้นแน่นอนตามจำนวนประชากรโลก ราคาข้าวก็ต้องดี ถ้าผมเป็นคนส่วนน้อยที่ทำนาผมก็จะเป็นคนที่รวยเละ

…...... ประเทศมหาอำนาจ อภิมหาอำนาจวันนี้ จึงเร่งคนคว้าวิจัยเกี่ยวกับการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) เพื่อนำมาใช้เพิ่มผลผลิตทั้งพืชและสัตว์ที่เป็นอาหารกันยกใหญ่ คงมองเห็นปัญหานี้เช่นกัน แต่คนเราผู้บริโภคก็กลัวพวกจีเอ็มโอ เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นพิษระยะยาวอย่างไรหรือไม่ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามโฆษณาว่าไม่เป็นไรก็ตามที แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ต้องการบริโภคอาหารจีเอ็มโอ ชาวนาอย่างผมจึงควรเป็นชาวนาที่ไม่ใช้พันธุ์ข้าวตัดแต่งพันธุกรรมมาชูโรงโฆษณาแข่งขายให้ผู้บริโภค ก็จะทำให้ผมขายข้าวได้ดีจนผลิตไม่ทัน แต่ผมก็จะต้องคงคุณภาพไว้
…...... หนังสือ ”คลื่นลูกที่สาม” บอกว่า คลื่นลูกที่หนึ่ง คือ โลกยุคเกษตรกรรมยุคปฏิวัติเขียว(หรือปฏิวัติการเกษตร) คลื่นลูกที่สอง คือ โลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนคลื่นลูกที่สามเป็นยุคคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี อวกาศ ฯลฯ หากพิจารณายุคการเกษตรดูแล้วจะเห็นว่าคนกับธรรมชาติอยู่ใกล้ชิดกันที่สุด เรารังแกธรรมชาติน้อยที่สุด แต่ด้วยบริโภคนิยมบวกกับวัตถุนิยมขับเคลื่อนเราเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เป็นยุคที่มีแต่การทำลายธรรมชาติ สร้างสิ่งสกปรกมีพิษให้ธรรมชาติ ทั้งน้ำเสีย น้ำเน่า น้ำพิษ ควันพิษ ขยะอุตสาหกรรม ตึกสูงระฟ้า อารามบ้านช่อง โรงงานเกิดขึ้นมาตั้งอยู่บนโลกที่หักล้างโค่นป่าลงไป การเกษตรก็ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง อาหารก็ใส่สารปรุงแต่งรสสังเคราะห์ ผู้คนเคร่งเครียดทำงานเหมือนเครื่องจักร ส่วนยุคคลื่นลูกที่สามคนพยายามจะลดการรังแกธรรมชาติ แต่ธรรมชาติของคนดูจะมีแต่ความฉาบฉวยค่านิยมเปลี่ยนแปลงเร็ว และยังอาศัยความสะดวกสบายจากสินค้าที่ผลิตตามแนวคิดในยุคอุตสาหกรรมอยู่เยอะ ความสกปรกและพิษจึงยังมี สิ่งปลูกสร้างถาวรวัตถุมีจำนวนมากเพื่อสนองตอบความต้องการที่อยู่อาศัย ขยะอุตสาหกรรมทวีจำนวนอย่างรวดเร็วเพราะคนเบื่อสินค้าเร็ว คนจะหันกลับไปหาธรรมชาติ เพราะธรรมชาติทำให้จิตใจที่เคร่งเครียดผ่อนคลาย

…...... นาข้าวของผมจึงควรใช้ปุ๋ยธรรมชาติไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ผมอาจต้องทำไร่นาสวนผสมเพื่อสร้างสมดุลย์ให้ได้ผลผลิตที่ปลอดจากสารพิษ นั่นจะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่ผมผลิตได้ขึ้นไปอีก เพราะนอกจากจะไม่เป็น จีเอ็มโอ แล้วยังปลอดสารพิษอีกด้วย รวมทั้งอาจเปิดเชิญชวนให้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองคอนกรีตและอาคารทีทำมาจากวัสดุสังเคราะห์เข้ามาเที่ยวดูวิธีการทำนาสวนผสมของผม มาสัมผัสกับความชุ่มชื่นร่มเย็นในที่ของผม ผมก็จะหาสตางค์เข้ากระเป๋าเพิ่มเป็นผลพลอยได้ได้อีก
…...... ในยุคสงครามเย็นเคยมีคำกล่าวว่า อดีตสหภาพโซเวียตต้องการครอบครองอาณาบริเวณ ห้าลุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียที่เชื่อว่ามีขีดความสามารถผลิตอาหารได้เพียงพอเลี้ยงประชากรโลก หนึ่งในนั้นคือลุ่มน้ำเจ้าพระยา แสดงว่าเพราะที่ดินแถบนี้มีความอุดมเหมาะแก่การเกษตรมากกว่าเอาไปทำอย่างอื่น ดังนั้นผมจะต้องชักจูงใจแม่ผมที่มีที่ดินในเขตลุ่มเจ้าพระยาไม่ให้ขายที่ดินให้นายทุนเอาไปทำรีสอร์ท สนามกอล์ฟ หรือตั้งโรงงานอะไรเสียก่อนที่ผมจะกลับไปทำไร่ทำนา แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าคนเกิดเยอะก็ย่อมต้องแย่งที่ดินกันอุตลุดน่าดูชมแน่ แล้วยิ่งประชากรโลกนับหมื่นล้านคนอาจต้องแย่งอาหารกันแล้วอาจเกิดสงครามแย่งชิงกันได้ นี่ยังไม่นับรวมปัญหาเรื่องน้ำอีกที่อาจต้องปล้นชิงกันเลยก็ได้ เพราะแค่ปัจจุบัน จีนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงโดยไม่บอกขอความเห็นชอบประเทศที่อยู่ท้ายน้ำ อย่างเวียดนาม กัมพูชา ประเทศพวกนี้เริ่มเดือดร้อนจากน้ำเค็มรุกเข้ามาในแผ่นดิน ทะเลสาบเขมรมีน้ำน้อยลง ก็เริ่มแคลงใจกันนิดๆแล้ว ถ้าปัญหาเหล่านี้วิกฤติขึ้นในอนาคต ด้วยสันดานมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวกันอยู่แล้วอาจคิดแก้ปัญหากันด้วยกำลังเป็นสงครามรบพุ่งแย่งชิงกันดังว่า ประเทศผมที่มีผมเป็นชาวนาจึงควรจะต้องมีกองทัพที่เข้มแข็งเพียงพอเอาไว้ปกป้องผมได้

…...... อีกนานไหมเนี่ยกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมก็ตอบไม่ได้เพราะผมคิดเล่นๆ อาจไม่เกิดเลยก็ได้เพราะพิษจากอุสาหกรรม จากจีเอ็มโอ อาจมีโรคระบาดแปลกใหม่ทำให้มนุษย์ตายเรียบทั้งโลกเสียก่อนก็ได้ จากนั้นก็นับศูนย์กันใหม่ หรือไม่ไอ้พวกคนที่ฉลาดที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ความอยู่รอดของมนุษยชาติ ก็คิดผลิตอาวุธมหาประลัยขึ้นมาฆ่าประชากรไปบางส่วนเพื่อรักษาสมดุลย์ของโลก
…...... ยังไม่ทันที่ผมจะเขียนบทความเรื่องนี้จบ ก็เกิดเหตุการณ์โจมตีค่ายลิมา ในจังหวัดคาบาล่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของทหารไทย ในประเทศอิรักด้วยรถยนต์บรรทุกระเบิด(Carbomb) ทำให้ทหารไทยเราเสียชีวิต 2 นาย เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2546 (เวลาในท้องถิ่นประมาณ 1350) ก็ขอแสดงความเสียใจต่อพ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก เมีย ญาติมิตรของทหารทั้ง 2 นายที่เสียชีวิตไว้ ณ ที่นี้…. ตอนแรกผมว่าจะไม่พยายามเขียนเรื่องที่เป็นทหารเข้ามาในจินตนาการของผม แต่เรื่องนี้มันก็เกี่ยวพันกันกับเรื่องข้างต้น โลกอนาคตของผมมหาอำนาจยังคงค้นคว้าวิจัยพัฒนาด้านวัตถุอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ โลกอินเตอร์เนต ทำให้เกิดสภาพไร้พรหมแดน ทั้งๆที่โลกมนุษย์เรา 300-400 ปีที่แล้วก็ไม่มีพรหมแดนมาก่อน ไทยเรากับประเทศเพื่อนบ้านยิ่งแล้วใหญ่ เพิ่งมีการกำหนดปักปันเขตแดนกันเป็นเรื่องเป็นราว ก็เมื่อฝรั่งชาติตะวันตกเข้ามายึดดินแดนแถบนี้เป็นอาณานิคม เมื่อสัก 100 กว่าปีมานี่เอง ก่อนหน้านั้นก็อยู่กลืนๆกันไป

…...... ความไร้พรหมแดนเพราะอินเตอร์เนต ทำให้ความรู้สึกร่วมรักชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันลดน้อยถอยลงไป ใครที่สามารถสร้างศรัทธา สร้างศูนย์รวมจิตใจคนได้ จะทำให้ประเทศนั้นเป็นปึกแผ่นอยู่ได้ อาจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญใช้สื่อประเภทต่างๆ โฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างความรู้สึกร่วม มนุษย์เราจะเห็นแก่ตัวมากขึ้นจิตใจต่ำทรามยิ่งขึ้น แต่มิได้หมายความว่าไม่มีผู้ที่มีจิตใจสูงส่งมีคุณธรรมเอาเสียเลย ผู้ที่ครอบครองเทคโนโลยีที่เหนือกว่าจะเอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่า ความรู้สึกแตกต่าง ช่องห่างทางฐานะเศรษฐกิจ การกดขี่ทางอ้อม จะสะสมเป็นความเคียดแค้นชิงชังนำไปสู่การต่อสู้กันระหว่างคนสองกลุ่มนี้ฝ่ายหนึ่งจะใช้อาวุธที่มีเทคโนโลยีและอำนาจทำลายสูง มีสื่ออยู่ในมือ อีกฝ่ายหนึ่งจะใช้การก่อการร้าย ที่ไม่มีการจัดเป็นองค์กร เนื่องจากจะถูกทำลายได้ง่าย หากแต่จะพัฒนาตัวเองเป็นเครือข่ายเช่นเดียวกับอินเตอร์เนต ทำลายเซลล์หนึ่งก็มีเซลล์อื่นทำงานอยู่ต่อไปและขยายตัวขึ้นมาทดแทนใหม่ ทั้งกำลังปฏิบัติการ และการสนับสนุนวัสดุเงินทุน กองทัพนอกจากจะต้องปกป้องแหล่งผลิตอาหารแล้วยังจะต้องพัฒนารูปแบบการจัดองค์กรให้สามารถต่อสู้กับเครือข่ายก่อการร้ายให้ได้ ทหารที่เป็นหน่วยงานที่ฏิบัติงานในที่มืดอยู่เบื้องหลังจะถูกนำมาใช้มากขึ้น ใครที่พึ่งเทคโนโลยี่สมัยใหม่มากก็จะเสี่ยงและเปราะบางที่จะประสพหายนะสูงไปด้วย
…...... อย่างไรก็ดีจะมีกลุ่มคนที่ต่อต้านพฤติการณ์โฉดร้ายเหล่านั้นของนักก่อการร้าย เป็นกลุ่มคนที่มีคุณธรรม แต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถแผ่ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ได้หรือไม่ คนกลุ่มนี้จะพยายามรื้อฟื้นยุคแห่งจิตใจงดงาม พยายามพัฒนาจิตใจให้เจริญถึงขีดสุดตรงข้ามกับการพัฒนาวัตถุอีกฟากฝั่งหนึ่ง ศาสนาแม้ว่าจะช่วยกล่อมเกลาให้คนมีคุณธรรม แต่ก็จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างศรัทธา ดึงคนให้รวมตัวกันรวมศูนย์จิตใจกันในการทำสงคราม(ก่อการร้าย) ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่อำนวยให้ประเทศมหาอำนาจเจ้าของเทคโนโลยีนำไปใช้ผลิตอาวุธเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้เท่านั้น แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถนำไปประยุกต์ผลิตเป็นอาวุธแสวงเครื่องอำนาจทำลายสูงได้ด้วยเหมือนกัน

…...... เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคคลื่นลูกที่สามจึงอาจเหมือนการก้าวกลับเข้าสู่ยุค Terror ที่เคยเกิดในฝรั่งเศสมาแล้วและเป็นผู้นำคำนี้มาใช้เรียก สงครามการก่อการร้ายจะไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่การสังหารเข่นฆ่านักรบเท่านั้น หากแต่จะเกี่ยวพันกับผู้คนอย่างไร้ขีดจำกัด จึงก่อให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วในหมู่ชน เกิดการหวาดระแวงซึ่งกันและกัน หาความสงบสุขไม่ได้ ผู้ที่ต้องการวางตัวเป็นกลางจะดำรงความเป็นกลางอยู่ไม่ได้เพราะจะถูกดึงให้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อถูกกำหนดให้อยู่ในแผน หรือความต้องการทั้งของนักก่อการร้ายและฝ่ายต่อต้าน นั่นคือคนดีก็อาจเดือดร้อนได้ ผมไม่สามารถจินตนาการถึงจุดจบของสงครามก่อการร้ายได้ อาจไม่มีจุดจบ หรือไม่ก็จบที่หายนะของมนุษยโลก……..ทั้งหมดนั้นคือความคิดความเห็นโดดๆ ไม่มีหลักฐานอ้างอิง ลองอ่านแล้วแสดงความเห็นกลับมาได้นะครับ…..พบกันใหม่ปี 2547


ข้อคิดเพิ่มเติม

…...... ในบทส่งท้ายขอนำข้อเขียนของ พลเอกสิทธิ์ จิรโรจน์ เรื่อง “นี่คือชีวิตทหาร” ซึ่งท่านเขียนไว้ใน เสนาศึกษา ครบรอบ 93 ปี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ดังนี้
…...... ณ ที่หลายแห่งภายในประเทศไม่ว่าที่วัด ที่บ้านและที่สำนักงาน เราจะได้ยินคำรำพึงรำพันทำนองนี้เสมอ “ยังหนุ่มแน่นอยู่แท้ๆไม่น่าจะอายุสั้นอย่างนี้เลย” “เขาเป็นลูกชายคนเดียวที่พ่อแม่หวังจะพึ่งพาอาศัย เราก็ยากจนได้เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ต่อไปนี้พ่อแม่ไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว” และ “นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะจากดิฉันไปเร็วอย่างนี้ ลูกเรายังเล็กแล้วแกจะไปพึ่งใคร เรากำลังจะเริ่มสร้างชีวิตครอบครัวที่มีพ่อ-แม่และลูกพร้อมหน้ากันอย่างมีความสุข แต่วันนี้ คืนนี้ไม่มีเขาอีกแล้ว เขาจากเราไปแล้วจริงๆ”
…...... ถ้อยคำอย่างนี้ผู้ฟังมีแต่ความหดหู่ แต่ผู้พูดและหลายคนที่ใกล้ชิดกับชีวิตจริงต่างมีน้ำตานองหน้าอย่างสะกดกลั้นไว้ได้อย่างสุดฝืนก็ด้วยการสะอื้นอยู่ในอก ทหารที่รักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพลทหาร นายสิบ และนายทหาร ไม่ว่าจะมีชั้นยศใด ตำแหน่งหน้าที่ใด และมีวัยมากน้อยต่างกันแค่ไหน ท่านจะต้องประสบกับสภาวะเช่นนี้ แม้จะไม่ทั่วทุกคน แต่ก็ทำใจให้พร้อมว่า ท่านต้องพบมันเมื่อใดก็ได้ นี่คือชีวิตทหาร ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ และไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าจะไม่มีหรือไม่พบ ทหารทุกคนรู้ตัวอยู่แล้ว แต่พ่อ-แม่ บุตร ภรรยา และญาติมิตรจะต้องพร้อมที่จะรับรู้ไว้ก่อนว่า “เขา” ของเรานั้นต่างมีชีวิตแขวนบนเส้นด้ายเล็กๆนิดเดียว
…...... หน้าที่ของทหารคือการยืนอยู่บนเส้นด้ายนั้น เป็นการยืนโดยหน้าที่ซึ่งไม่มีใครเหมือน ไม่ว่าใครเหล่านั้นจะอวดอ้างวีรกรรมว่าอย่างไรก็ตาม การตายของทหารในการรบคือวีรกรรมที่จริงแท้ไม่เหมือนใคร ถึงรู้อยู่แล้วเช่นนี้ทหารหนุ่มทั้งหลายที่เข้ามาสู่กองทัพจากชีวิตบ้านและโรงเรียน ต่างไม่เคยกังวล ที่ไหนที่นั่น เขาเดินไปถึงโดยหน้าที่และโดยคำสั่ง ถ้าหากจะมีคนใดคนหนึ่งหลีกเลี่ยง คนนั้นคือคนขี้ขลาดในสายตาของทหาร ด้วยเหตุนี้สำหรับคนที่มีลมหายใจอยู่จึงพบภาพของเขาในสนาม ในเตียงโรงพยาบาล ในศาลาวัด เชิงตะกอนหรือสุสาน เขาคือคนของประเทศชาติ เขาคือตัวแทนของคนไทยที่ยังอยู่

…...... เขาไปแล้ว เขาแขนขาด เขาขาขาดหรือพิกลพิการแต่เขาก็ทำให้คนไทยและบ้านเมืองไทยอยู่ได้ เขาคือตัวแทนของชนทุกชั้น อายุคนเรานั้นจะสั้น-ยาวไม่สำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่เราได้ทำให้ชีวิตเรามีค่ามากน้อยแค่ไหน คนที่มีค่าคือคนที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ แม้จะมีชีวิตน้อยวันก็ยังค่าควรแก่การสรรเสริญ ลองถามตัวเองดูว่าได้สร้างค่าของความเป็นทหารและความเป็นคนไว้มากน้อยแค่ไหน จงเชื่อเถิดต่อคนที่ไร้ค่านั้นในฐานะมนุษย์ด้วยกันก็เพียงแต่จะกล่าวคำอโหสิให้เท่านั้น จำเป็นด้วยหรือต่อการที่จะทบทวนถึง “ความไม่มีอะไร” ของคนอย่างนั้น
…...... บทความนี้เขียนให้เป็นการเฉพาะสำหรับทหารหนุ่มทุกคนที่ได้ก้าวมาสู่ รร.จปร. บางท่านกำลังศึกษาอยู่ และบางท่านได้เดินผ่านประตูรั้วโรงเรียน ไปสู่ความเป็นทหารแล้ว ด้วยความประสงค์ประการเดียวว่าชีวิตทหารกับการตายในหน้าที่จะต้องเดินไปคู่กัน และไม่เป็นสิ่งที่ควรหวาดกลัวเลย “เพราะตายในสนามรบเท่านั้นคือเกียรติอันสูงสุดของทหารที่มีชาติประเทศเป็นของตน”

…...... ผมเห็นว่าเนื้อหาของบทความมิได้จำกัดอยู่เฉพาะบรรดานายทหารจากรั้ว โรงเรียนนายร้อย เท่านั้น หากแต่ใช้ได้กับทหารทุกคน จึงขอมอบแด่พี่น้องทหารไทยที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศอิรัก และตามแนวชายแดนขอบประเทศรอบด้าน

บทความนี้จัดทำขึ้นเมื่อ วันที่ 29 ธ.ค. 46 นำขึ้นเวบเมื่อ 23 ส.ค. 48
โดย พันเอก ธงชัย รอดย้อย ต้องการติดต่อผู้เขียนบทความ rodyoi@yahoo.com

http://www.taharn.net/warmachine/48h23.html
Logged
Pages: [1]   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Lover Design By Burak
Page created in 0.114 seconds with 19 queries.